ไนตัวคนเรานั้นประกอบด้วยรูปกับนาม หรือที่เรียกว่ากายกับใจ การดูกายดูใจเป็นการดูโดยใช้สติเป็นตัวดู คือใช้สติไปเกาะอยู่ที่จิตและเฝ้าดูอารมย์หรือความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้นกับกายและใจของเจ้าของ เช่นการตามรู้ตามดูกายซึ่งเป็นการตามรู้ตามดูกายที่สามารถเห็นได้ชัดนั้นยก ตัวอย่างเวลาเราเดินเมื่อเท้ากระทบพื้นและเรารู้สึกเช่นไร เย็น ร้อน อ่อน แข็ง หรือรู้สึกอย่างใดก็ตามนั่นเป็นการรู้หรือดูที่กาย ส่วนการรู้การดูที่จิตที่ใจนั้นก็อย่างเช่น เวลาเราเดินอีกเช่นกันเรารู้สึกว่ามันแข็ง จิตเราก็เข้าไปรับรู้และเกิดความไม่สบายใจเกิดขึ้นมานั่นแหละคือการรู้หรือดูลงไปที่จิต ข้อสำคัญอยู่ที่ว่าเราจะต้องดูอารมย์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาไม่ใช่ไปดูกริยาอาการต่างที่ดำเนินอยู่ อย่างที่พระอาจารย์เกษมธรรมทัตท่านเทศน์ไว้ในกัณฑ์ที่ว่า " หยุดใจให้ไร้อยาก "
มีตอนหนึ่งท่านสอนว่า เวลาที่เรานั่สมาธิดูลมหายใจหรือที่เรียกกันว่าการเจริญอานาปานสตินั้น เราสามารถดูหรือรู้ลงไปในสติฐาน4ได้เลยในเวลาเดียวกัน เพราะเมื่อเราดูลมหายใจอยู่นั้นลมหายใจก็เป็นการดูกายอยู่แล้วเพราะลมหายใจก็เป็นกายนั่นเอง ในระหว่างที่เราดูลมหายใจอยู่นั้นต่อมาเวทนามันก็จะเกิดเราก็จะรู้ เช่นรู้สึกหายใจติดขัด รู้สึกแน่นอึดอัดบ้าง ทั้งหมดล้วนเป็นเวทนาที่เกิดขึ้นเอง และเมื่อดูลมหายใจต่อไปเรื่อยๆโดยที่ไม่มีการปรุงแต่ง และเราก็จะรู้ได้ว่าจิตมันก็เข้ามาเกี่ยวข้องคือจิตมันไม่อยู่กับลมหายใจ บางทีก็ไปอยู่ที่นั้นบ้าง ที่นี้บ้าง ถ้าเรารู้สึกได้นั้นแหละที่เรียกว่าจิตดูจิต และเมื่อจิตไปอยู่ที่ต่างและแต่ละที่ที่จิตไปนั้นมันก็จะแสดงธรรมให้เราเห็น เช่นทำให้เราเกิดอารมย์ต่างๆเกิดขึ้นมาในขณะที่จิตมันไม่อยู่กับลมหายใจหรือว่าไปอยู่กับสิ่งต่างๆ เราก็จะเห็นความเป็นไตรลักขณ์ ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความที่ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และก็ดับไป อย่างนี้แหละวิปัสสนา ฉะนั้นแล้วผู้ที่เป็นนักปฏิบัติทั้งหลายควรพึงเป็นผู้ที่ช่างสังเกตุให้มากๆเถิด